ผู้ใหญ่ไม่ผิด เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ผิด เราโตมาต่างบริบทกัน

เป็นข่าวใหญ่โตครึกครามจากการที่เด็กคนหนึ่งจงใจแสดงออกถึงการตั้งคำถาม และต่อต้านประเพณีปฏิบัติของมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าถูกก่อตั้งด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์สองรัชกาล ไล่ออกนอกมหาวิทยาลัยบ้าง ไล่ออกนอกประเทศบ้าง กลุ่มสนุบสนุนก็รอคอยเพื่อจะได้ตอบโต้ว่า นี่ไงคิดแบบลุงป้า ประเทศถึงไม่เจริญ

จึงมานั่งคิดให้เหตุผลกับการกระทำดังกล่าวของเด็กน้อย และให้เหตุผลต่อกระแสต่อต้านจากผู้ใหญ่และเด็กบางคน อย่างแรกและแน่นอนที่สุด คนเราเติบโตมาในครอบครัวต่างกัน สิ่งใดที่เรียนรู้ว่าดีงามตั้งแต่เด็กก็มักจะใช้เป็นระบบอัตโนมัติตัดสินว่า สิ่งนั้นดีงาม พร้อม ๆ กับขยายความออกไปตัดสินว่า สิ่งที่ตรงข้ามคือความไม่กูกต้อง

อย่างที่สอง เด็กและผู้ใหญ่เติบโตมาในบริบทของสังคมต่างกัน การเรียนรู้เพื่อให้มีชีวิตรอดในสังคม เราใช้วิธีการต่างกัน บางอย่างที่เคยจำเป็น ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

คลุมเครือมามากพอแล้ว ยกตัวอย่างกันดีกว่า

ผู้เขียน เกิดปี 2525 อายุสามสิบกว่าแล้ว ตอนเด็ก ๆ เคยเห็นพระมหากษัตริย์ทรงงานหนัก ออกเยี่ยมราษฎร พอน้ำท่วมก็เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดมาเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ได้เรียนรู้จากรุ่นพ่อแม่ว่า พื้นที่บางแห่งเคยเป็นที่ร้างทำการเกษตรไม่ได้ ก็มีโครงการของพระเจ้าอยู่หัว แล้วเกษตรกรก็ทำกินได้ ชีวิตดีขึ้น ทรงใส่พระทัยในทุกรายละเอียดความเดือดร้อนของประชาชน ผู้เขียนจึงรู้สึกจากใจทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทำให้ประเทศ จงรักภักดี และเคารพ จากบริบทและความทรงจำที่เคยเห็น

ตอนเด็ก ๆ เราไม่มี Google เวลาเราไม่รู้ คนแรกที่เราจะนึกถามก็คือญาติผู้ใหญ่ พ่อ ๆ อันนี้ทำยังไง หรือไม่ก็ไปหาครูบาอาจารย์ ขอเรียนรู้ ขอวิชา เราจึงทราบและซึ้งในบุญคุณของท่านทั้งหลาย เข้าใจความกตัญญูในรูปแบบที่มีเหตุผล เราจึงยกมือไหว้ และหมอบกราบ เพื่อแสดงถึงความเคารพและสำนึกในบุญคุณ ยอมรับว่าเรารอดชีวิตมาได้ก็เพราะท่าน

คนรุ่นเดียวกับผู้เขียน (อาจจะไม่ใช่ทุกคนหรอกนะคะ) มีเหตุผลจากบริบทของสังคมที่เติบโตมาในการไหว้ แสดงความเคารพในรูปแบบที่บ่งบอกว่า ซาบซึ้งในบุญคุณอย่างสูงสุด การหมอบกราบไม่ได้บอกว่าเราเป็นทาส แต่บอกว่าเราขอบคุณ

ทีนี้มาถึงเหตุผลของเด็กรุ่นใหม่ น้อง ๆ ที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย อายุ 17-18 ก็น่าจะเกิดช่วง 2541-2542 เด็ก ๆ อาจจะเคยเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ในทีวี ไม่เคยเห็นว่ามีอะไรในสังคมเปลี่ยนแปลงที่มาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เวลาไม่รู้อะไร ไม่ต้องถามพ่อแม่ มีการตั้งคำถามกับครูบาอาจารย์และระบบมากขึ้น Google ตอบได้เกือบทุกเรื่อง (ในแบบที่ Google อยากโชว์) สังคมเป็นแบบปัจเจก ไม่ต้องพึ่งพาแบบสมัยก่อน สถาบันครอบครัวมีหน้าที่สนับสนุนในการเรียนรู้ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่หลักในการสอนอีกต่อไป เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มีบทบาทในสังคมมากนักจึงถูกเปลี่ยนไปเป็นแบบคล้าย ๆ เทวราชาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรักษารากฐานความจงรักภักดี สังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้มากขึ้นว่าต่างประเทศเป็นอย่างไร การไปต่างประเทศก็ง่ายขึ้นมาก มีสไกป์ มีไลน์ มีเฟสบุค มีวิกิพีเดีย จึงไม่ใช่ความผิด ที่เด็กจะมีการตั้งคำถามว่า ทำไมบ้านเราจึงไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้บ้าง

ผู้เขียนคิดว่าไม่ใช่ความผิดที่เด็กรุ่นใหม่บางคนไม่ซาบซึ้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องปฎิบัติตามธรรมเนียมแบบเดิม และเกิดการตั้งคำถาม และต่อต้านด้วยวิธีการเรียกร้องความสนใจแบบที่เป็นข่าว

หากแต่ผู้เขียนมองว่า เด็กเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปิดใจและเข้าใจสังคมที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่จ้องทำร้ายจิตใจคนรุ่นเก่ากว่าด้วยการทำลายพิธีที่มีค่าทางจิตใจของคนบางกลุ่มในสังคมเช่นกัน

สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะบอกสังคมก็คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามนั้นควรมีอยู่ในสังคม แต่ควรอยู่ภายใต้การเคารพซึ่งกันและกัน เคารพในที่นี้ไม่ได้หมายความตามอายุ แต่เคารพที่เราโตมาในบริบทของสังคมที่ต่างช่วงเวลากัน การหล่อหลอมเป็นคน ๆ หนึ่งซึ่งต่างกัน เหมือนกับเราผมสีดำ เธอผมสีน้ำตาล เราไม่ได้ดีกว่าเพราะเราผมสีดำ เธอไม่ได้แย่กว่าเพราะเธอผมสีน้ำตาล

สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่เรียนรู้จากประสบการณ์ (Experience based) นั่นคือเรียนรู้จากการลองถูกลองผิดของปู่ย่าตาทวด  ลองปลูกข้าวแบบนี้ปีนี้ได้ผลดี ปีหน้าทำอีก หรือไม่ได้ผล ปีหน้าก็เปลี่ยนวิธีการ สมัยก่อนเราไม่ได้ถูกสอนให้คิดสร้างห้องแล็บ เพื่อทดลองปลูกข้าวทีละต้นสองต้นแบบในสมัยนี้ ที่สังคมได้รับเอาวิธีการเรียนรู้ด้วยการทดลอง  (Experiment based) ของตะวันตกเข้ามามากขึ้น การเรียนรู้แบบการทดลองของเด็กสมัยใหม่จึงต้องปรับตัวด้วยการตั้งคำถามที่อาจจะขัดใจคนรุ่นเก่าแบบผู้เขียน ทำไมเราไม่ลองแบบนั้น ทำไมเราจึงต้องอยู่ในระบบนี้ เป็นต้น

กระบวนการเปลี่ยนผ่านของสังคมต้องใช้เวลา ความคิดต่างกันไม่ได้แปลว่าใครผิดใครถูก ผู้ใหญ่ลองคิดและฟังเหตุผลเด็กบ้าง อย่าเพิ่งด่าอย่าเพิ่งโกรธ เด็กน้อยก็ควรเรียนรู้ที่จะเปิดใจและเข้าใจผู้ใหญ่บ้าง เหตุผลที่ผู้ใหญ่พยายามอธิบายอาจจะไม่ใช่วิธีการเอาตัวรอดในสังคม แต่เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตในรูปแบบหนึ่งซึ่งอาจจะแฝงความปรารถนาดีให้กับเธอ

สวัสดีค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s